fbpx
October 2, 2017 / by

7 ข้อที่เด็กฟู้ดต้องอ่านก่อนสัมภาษณ์งาน

7  ข้อที่เด็กฟู้ดต้องอ่านก่อนสัมภาษณ์งาน

  1. สำรวจความถนัดตัวเอง

เรื่องนี้สำคัญมาก เรียนมาเยอะมาก ๆ  หรือเรียกได้ว่าโคตรเยอะเลย เพราะเป็นสาขาที่ประยุกต์องค์ความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี วิศวกรรม และการบริหารการจัดการ วิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ที่เรียนมาแล้วตอน มัธยมปลายก็มาเรียนอีกทีตอนปี 1 ไม่ว่าจะเป็น ฟิสิกส์  เคมี  ชีววิทยา คณิตศาสตร์ แล้วก็มักจะเป็นวิชาปราบเซียนที่ทำให้หลาย ๆ คน ถอดใจออกไปตั้งแต่ปี 1  หากผ่านขึ้นปีสูง ๆ ขึ้นไปได้ ก็เรียนเชิงประยุกต์มากขึ้น จากเคมีก็เป็นเคมีอินทรีย์ เคมีวิเคราะห์ จากชีววิทยา ก็เป็น จุลชีววิทยา หรือมีการผสมผสานศาสตร์ทางเคมีไปด้วยเป็นชีวเคมี  และเคมีอาหาร จากคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ธรรมดา ก็เริ่มประยุกต์กับปัญหาเชิงวิศวกรรมในวิชาวิศวกรรมอาหาร หรือ unit operation เริ่มขยายผลผสมผสานความรู้หลาย ๆ วิชา มาใช้ในการออกแบบและควบคุมกรรมวิธีการแปรรูปอาหาร  การควบคุมและประกันคุณภาพ บางมหาวิทยาลัยมีการเพิ่มเนื้อหา การบริหารจัดการ ทั้งการจัดการผลิต การเพิ่มผลผลิต การจัดการความปลอดภัยอาหาร การจัดการโซ่อุปทานอาหาร เพื่อให้นักศึกษาไปเข้าใจบริบทและวิธีการดำเนินงานในธุรกิจและอุตสาหกรรมมากขึ้น   สู้ฝ่าฝันเรียนมาจนจบแล้ว ก็ลองทบทวนดูว่าวิชาที่เราเรียนมาทั้งหมด เราบอกตัวเองให้ได้มั้ยว่าเราชอบวิชาใดมากที่สุด จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เราได้ค้นหาตัวเองได้ถูกทาง เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นที่จะกรอกใบสมัครตำแหน่งงานที่ตรงกับพื้นฐานความรู้และทักษะที่เราถนัดจริง ๆ หรือลองทบทวนดูว่าระหว่างเรียนเราได้ทำกิจกรรมนักศึกษาหรือกิจกรรมเสริมประสบการณ์ใด ๆ บ้างและกิจกรรมอะไรที่เราชอบและมีความสุขกับมัน นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่เจอ Passion ของเรากับการทำงานจริง ๆ จุดนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของทางแยกของสายงานที่เราจะเติบโตในอนาคต และก็เป็นจุดนี้เองเหมือนกันที่หลาย ๆ  คนเลือกที่จะไม่สมัครงานและเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองที่อาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับสาขาที่จบมาเลยก็ได้

  1. รู้จักองค์กรที่ไปสัมภาษณ์

ในทางกลับกัน การได้ค้นหาข้อมูล ของบริษัทที่จะไปสัมภาษณ์ อาจจะทำให้เราตัดสินใจยกเลิกการไปสัมภาษณ์ บางคนอาจได้รับการติดต่อจากองค์กร ที่ไม่ได้ทำธุรกิจที่เราสนใจเช่น บริษัทขายประกันชีวิต เรียกไปสัมภาษณ์ในตำแหน่งที่มีหน้าที่ขายประกันชีวิต อันนี้ไม่ใช่ว่าทำงานบริษัทประกันแล้วจะไม่ดี ผู้ขายประกันชีวิตหลายคนก็สร้างโอกาสให้คนอื่น ๆ และสร้างรายได้ดี ประสบความสำเร็จก็มาก แต่เพียงให้เราได้พิจารณาตัวเองก่อนไปเท่านั้นว่า เรากำลังไปสัมภาษณ์กับบริษัทอะไร องค์กรทีไปตรงกับที่เราสนใจจริง ๆ หรือไม่และเราถนัดหรือไม่ถนัดในงานดังกล่าวหรือไม่ จะได้ไม่เสียเวลาทั้งตัวเราเองและบริษัทที่เรียกเราสัมภาษณ์

  1. รู้จักวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง

เด็กจบ Food Science/Food Tech/ Agro-Industry ทั้งหลายก็ต้องเข้าใจด้วยว่า คนที่ไปสัมภาษณ์ตำแหน่งงานเดียวกับเรา ไม่ใช่มีเฉพาะคนจบสาขาข้างต้นเท่านั้น สาขาอื่นๆ ที่ไกล้เคียงก็มีโอกาสทั้งนั้นไม่ว่าBiotech/Package/Engineering/ เคมี/จุลชีววิทยา แม้เขาจะจบไม่ตรงเสียทีเดียวแต่หากเขานำเสนอตัวเองดีๆ แสดงจุดเด่นๆ ของเขาได้ดี เขาก็ได้งานในตำแหน่งที่เขารับเด็กจบ Food Science ไปได้ง่ายๆ เพราะบริษัทไม่ได้เลือกคนที่เกรดหรือใบปริญญาอย่างเดียว แต่เลือกคนที่สร้างประโยชน์ให้องค์กรได้ ซึ่งแน่นอนมันต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ที่สอนกันไม่ได้ในห้องเรียนแต่ได้จากการฝึกฝนปฏิบัติ เช่น  เรื่องบุคลิกภาพ ทัศนคติ ทักษะมนุษยสัมพันธ์และการทำงานร่วมกับคนอื่น ทักษะการเป็นผู้นำ ทักษะด้านภาษาและคอมพิวเตอร์ คนที่ทำกิจกรรมเยอะ หรือหากเคยเป็นผู้หัวหน้าโครงการการกิจกรรมนักศึกษาหรือผู้บริหารองค์การนักศึกษา สโมสรนักศึกษา ชมรม ชุมนุมต่างๆ ก็อาจได้เปรียบในองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้เพราะมันสอนกันไม่ได้ทั้งหมดในห้องเรียน  ซึ่งเอาเข้าจริงก็ยากแต่ละคนจะมีครบสมบูรณ์ทั้งหมดในองค์ประกอบเหล่านี้ สิ่งสำคัญผู้สัมภาษณ์แต่ละคนต้องพิจารณาตัวเองและรู้ ว่าในเรื่องต่างๆ เหล่านี้  ตัวเองมีจุดแข็ง จุดอ่อนตรงไหน เราต้องหาจุดได้เปรียบที่ตัวเองมี และสื่อให้เขาเห็นให้ได้ว่าว่าหากเลือกเราแล้ว บริษัทจะได้ประโยชน์อย่างไร พยายามมสื่อจุดแข็งของตัวเองที่จะมีส่วนช่วยส่งเสริมการทำงานในตำแหน่งที่สมัคร แต่ระวังอย่าไปกล่าวตำหนิหรือพูดถึงข้อเสีย/จุดอ่อนของคนสัมภาษณ์คนอื่นๆ เด็ดขาด อย่างนั้นมันสะท้อนถึงทัศนคติเชิงลบของเรา และองค์กรเขาก็ไม่อยากได้คนที่มีทัศนคติเชิงลบไปเพิ่มในองค์กร

  1. แนะนำตัวให้เป็น

ตัวอย่างเมื่อวันสัมภาษณ์มาถึง

ผู้สัมภาษณ์:  ช่วยแนะนำตัวหน่อยครับ

ผู้สมัครงานงาน: สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อนางสาว บลา บลา บลา  นามสกุล บลา บลา บลา ชื่อ เล่น บลา บลา บลา

จบการศึกษา สาขา บลา บลา บลา จากมหาวิทยาลัย บลา บลา บลา ..จบ

นี่คือตัวอย่างการการแนะนำตัวส่วนใหญ่ของผู้ถูกสัมภาษณ์ที่ละเลยและทิ้งโอกาสสำคัญโดยไม่รู้ตัว การได้มีโอกาสแนะนำตัว เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้บอกประวัติตัวเอง จุดเด่นที่เรามีที่จะสื่อ เพราะการบอกแค่เพียงชื่อ นามสกุล  สาขาและสถาบันที่จบตามตัวอย่างข้างบน เอาเข้าใจริงผู้สัมภาษณ์เขาก็ดูจากเอกสารใบสมัครได้อยู่แล้ว การพูดข้อมูลเหล่านี่ก็คงได้เพียงรู้จักน้ำเสียง กริยาท่าทางเท่านั้น เราควรบอกข้อมูลอื่น ๆ เช่น ภูมิลำเนา ข้อมูลครอบครัวพอสังเขป มูลเหตุจูงใจที่เรามาสมัครงานตำแหน่งนั้นที่นั่น ความถนัด อุปนิสัย ทักษะด้านภาษา ประสบการณ์ปฏิบัติงานสหกิจ ประสบการณ์งานพิเศษ ประสบการณ์การทำกิจกรรมระหว่างเรียน โครงงานวิจัยที่เคยทำ เป็นต้น เราต้องพูดเล่าให้เป็นธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ให้กระชับภายในเวลาไม่เกิน 5  นาที หลายครั้งพบว่าคำถามที่ผู้สัมภาษณ์จะถามเราก็มักจะมาจากสิ่งที่เขาต้องการทราบเพิ่มเติมจากเรื่องที่เราได้แนะนำไปนั่นเอง

  1. ทำความเข้าใจกับบริบทของงานที่สมัคร

ผู้ที่สัมภาษณ์มักจะเริ่มต้นทดสอบความเข้าใจในงานด้วยการให้เราเล่าประสบการณ์ที่เคยออกไปปฏิบัติงานสหกิจศึกษา ประสบการณ์เคยทำงานพิเศษ ประสบการณ์ที่ไปฝึกงาน หรือเล่าโปรเจ็คของตัวเอง แล้วให้เราสรุปสาระสำคัญประเด็นที่เราได้เรียนรู้จากงานดังกล่าวเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นการสนทนา เราจึงควรเตรียมตัวเรียบเรียงเรื่องราวต่าง ๆ ให้กระชับ รัดกุม อธิบายเป็นขั้นเป็นตอนให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ในเวลาสั้นๆ เรามีเวลาพูด แค่ 5 นาที เราจะเรียบเรียงอย่างไรให้เข้าใจง่ายภายใน 5 นาที หลายคนพลาดที่ไม่ได้เรียบเรียงเรื่องให้ดี ๆ ไปเสียเวลาพูดในสิ่งที่ไม่จำเป็นจนทำให้เสียเวลามาก ผู้สัมภาษณ์ก็จะตัดบท ถามเรื่องอื่น ๆ ทันที

ให้พิจารณาลักษณะงานที่ทำว่าต้องใช้ความรู้เชิงลึกเชิงกว้างมากน้อยแค่ไหน เราต้องมีความรู้ทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้น ๆ และความรู้ในวิชาชีพ ถ้าเป็นความรู้เชิงลึกในวิชาชีพเราควรจะตอบในหลักการได้ทันที เช่น ค่า aw คืออะไร  ทำไมต้องแช่แข็งที่ -18 องศาเซลเซียส การฆ่าเชื้ออาหารกระป๋องมีเชื้อจุลินทรีย์เป้าหมายอะไร ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร  GMP/HACCP  หากเขามีสินค้าส่งออกอาหารไปต่างประเทศด้วย หากไป ยุโรปก็ควรทำความเข้าใจดูระบบ BRC ไปบ้าง  หากมีส่งออกไปสหรัฐอเมริกาก็ควรทำความเข้าใจข้อปฏิบัติตามระเบียบ Preventive Controls for Human Food ตามกฎหมาย FSMA ไปด้วย เป็นต้น

การสัมภาษณ์งานในบางตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบภายใต้ความกดดัน และมีปัญหาเรื่องคนให้วุ่นวายใจมากมาย เราอาจจะถูกทดสอบ ความฉลาดทางอารมณ์โดยไม่รู้ตัว เช่น การตั้งคำถามแบบรุนแรง อาจเป็นคำถามให้เราโกรธ ไม่พอใจได้ และสังเกต อากัปกริยา การแสดงออกของเราว่าเป็นอย่างไร

        6. นำเสนอกิจกรรมหรือการศึกษาอบรมนอกหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

กิจกรรมหรือการศึกษาอบรมนอกหลักสูตรเป็นข้อได้เปรียบที่ไม่ได้มีทุกคน การที่เรามีมากกว่าคนอื่นมันสะท้อนถึง การพยายามพัฒนาตัวเอง ก็ควรหาโอกาสในการพูดเชื่อมโยงให้เขาเห็น ในกรณีที่มีใบประกาศ Certificate  ต่างๆ ก็ควรนำมาแสดง เช่น การดำรงตำแหน่ง ผู้นำกิจกรรมนักศึกษา การอบรมการพัฒนาทักษะภาษา  การอบรมพัฒนาทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์ ผลงานต่างๆ ที่เคยทำเพื่อให้เห็นถึงความสามารถและทักษะต่างๆ การอบรมระบบคุณภาพ การอบรมการจัดการความปลอดภัยอาหาร GMP/HACCP   การอบรมการจัดการความปลอดภัยอาหารตามระเบียบ Preventive Controls for Human Food หรือมี Certificate รับรองเป็น PCQI ก็จะมีข้อได้เปรียบมาก เพราะปัจจุบันตามกฎหมาย FSMA สหรัฐอเมริกา  กำหนดให้ผู้ผลิตอาหารส่งออก ไปสหรัฐอเมริกาต้องมีพนักงานที่มี Certificate รับรองเป็น PCQI อย่างน้อย 1 คน  การมี Certificate รับรองคุณสมบัติเป็น PCQI จะทำให้บริษัทที่รับเราไปทำงานสามารถให้เราช่วยดูแล Food Safety Plan ของบริษัทได้ การมี Certificate รับรองเป็น PCQI จะสะท้อนถึงความรูความเข้าใจในระบบ Food Safety ทั้งGMP/HACCP เพราะเนื้อหาการอบรม PCQI ครอบคลุมทั้งระบบการจัดการความปลอดภัยอาหารทั้งอุตสาหกรรมผลิตอาหาร (Food Manufacturing) และ โซ่อุปทานอาหาร (Food Supply Chain) Certificateนี้ออกโดยสถาบันความปลอดภัยอาหารและสุขภาพ สถาบันเทคโนโลยีแห่งอิลินอยส์ สหรัฐอเมริกา (Food Safety Preventive Controls Alliance (FSPCA), Institute for Food Safety and Health, Illinois Institute of Technology, USA)  ซึ่งเป็นองค์กรพันธมิตรการควบคุมความปลอดภัยอาหารเชิงป้องกัน ขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา โดย Certificate นี้สามารถนำไปใช้ได้ทั่วโลก ปัจจุบันคนที่จบ Food Science และมีคุณสมบัติเป็น PCQI ยังมีน้อยมาก (ดูข้อมูลเกี่ยวกับ PCQI เพิ่มเติมได้ที่ https://www.foodpro.co.th/question/ ) นอกจากเรื่องทางระบบการจัดการความปลอดภัยอาหารแล้ว ทักษะการวิเคราะห์ปัญหาและปรับปรุงงานอื่น ๆ เช่น Statistical Process Control (SPC), Lean Six Sigma,  Lean Manufacturing, Safe Food Lean  Manufacturing and Supply Chain  ก็เป็นตัวอย่างทักษะและความรู้ที่เราควรหาเสริมนอกห้องเรียน หากไม่ได้มีการเรียนการสอนในลหักสูตร เพราะในระบบอุตสาหกรรมอาหารคงหนี้ไม่พ้นเรื่องเหล่านี้ เป็นต้น

  1. ถามเมื่อเขาเปิดโอกาสให้ถาม

เราก็ควรใช้โอกาสนี้ถามในประเด็นที่สงสัย เช่น กรณีที่บริษัทมีสำนักงานหลายที่ ก็ถามว่าเราประจำที่ไหน และมีโอกาสย้ายไปที่อื่นหรือไม่ในอนาคต ถามว่าจะทราบผลการสัมภาษณ์ได้ประมาณเมื่อไร ถามสวัสดิการที่ทางบริษัทมี เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีบ้านพัก มีรถรับส่งมั้ย เพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสำคัญที่จะเราจะใช้ประกอบการตัดสินใจเมื่อวันที่เขาตกลงรับเข้าทำงาน อย่าไปมัวเกรงใจที่จะถามสวัสดิการ

และสุดท้ายก็อาจถามเขาว่า           “จากที่สัมภาษณ์มามีอะไรจะแนะนำเรามั้ย เราอยากได้คำแนะนำเพราะวันนี้มีโอกาสดีที่ได้มาสัมภาษณ์  ได้มีโอกาสได้เจอกับผู้มีประสบการณ์ หลังจากสัมภาษณ์ดิฉัน/กระผม แล้ว มีคำแนะนำอะไรให้ผมได้ปรับปรุงมั้ยคะ/ครับ”

ขอให้คนรุ่นใหม่ทุกคนโชคดประสบความสำเร็จในการสัมภาษณ์ได้งานที่ชอบ หากเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ โปรดกดแชร์

Facebook Comments
error: Content is protected !!